นิทรรศการภาษาไทย ๑

ดอกรัก

ดอกรัก : ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

   ต้นสูง ๑.๕-๓ เมตร ทุกส่วนมียางขาวเหมือนน้ำนม ตามกิ่งมีขน ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรง

กันข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ปลายแหลมโคนเว้า กว้าง ๖-๘
เซนติเมตร ยาว ๑๐-๑๔

เซนติเมตรเนื้อใบหนา ใต้ใบมีขนนุ่ม ก้านสั้น ดอกสีขาวหรือสีม่วง ออกเป็นช่อตามซอกใบ

หรือปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง๕กลีบ โคนเชื่อมติดกัน เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๓
 เซนติเมตร

มีรยางค์เป็นคล้ายมงกุฎ๕ สัน มีเกสรตัวผู้ ๕อัน ส่วนนี้เองที่นำมาใช้ร้อยมาลัย ผลเป็นฝักคู่

รูปรีปลายแหลมกว้าง ๓-๔
เซนติเมตร ยาว ๖-๘ เซนติเมตร เมื่อแก่แตกและปล่อยเมล็ด

แบนสีน้ำตาลจำนวนมาก ที่มีขนสีขาวเป็นพู่กระจุกอยู่ที่ตรงกลางปลายด้านหนึ่ง ให้ปลิวไป

ตามลม

ประโยชน์และสรรพคุณ

    ดอก รักษาอาการไอ หอบหืด และหวัด ช่วยให้เจริญอาหาร

เปลือกและราก ใช้รักษาโรคบิด ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับน้ำเหลืองเสีย และทำให้อาเจียน

ยาง ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง แต่ก็มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย สามารถบรรเทา

อาการปวดฟัน ปวดหู ขับพยาธิ รักษากลากเกลื้อน และใช้เป็นยาขับเลือด

 ตามประเพณีในประเทศไทยนิยมนำดอกรักมาร้อยเป็นมาลัยร่วมกับดอกมะลิ ดาวเรือง

 จำปา หรือกุหลาบ ใช้ในงานมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก เพราะดอกรักสื่อความหมายถึง

ความรัก เช่น งานหมั้น และงานแต่งงาน โดยใช้ในขันหมากหมั้น ขันหมากแต่ง จัดพานรอง

รับน้ำสังข์ ร้อยเป็นมาลัยบ่าวสาว และโปรยบนที่นอนในพิธีปูที่นอน เป็นต้น ส่วนชาวฮาวาย

ถือว่ามาลัยดอกรักที่ทำเป็นสร้อยคอ (
lei) คือสัญลักษณ์ของความเป็นกษัตริย์ แต่ในอินเดีย

 ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดดั้งเดิมถือว่าเป็นวัชพืชไม่มีประโยชน์


                                                      ดอกรัก

                           โครง ๔สุภาพ

                                ดอกรักออกช่อคล้าย       มงกุฎ (จริงนา)

                           พิศส่วนด้านบนสุด              ดังนี้

                           คือชื่อพ้องสะดุด                ตั้งบั่น (ดีแล)

                           ร้อยร่วมมะลิชี้                  เด่นหล้าชวนชิม

                           ประพันธ์โดย

                             สามเณรปารมี   เพียรเสมอ

                              ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔