ฝ่ายนักธรรม-วินัย
                                                   กัณฑ์ที่  ๕
                                          สังฆาทิเสส  และอนิยต  ๒

๑.  มาตุคามในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๒  มีกำหนดอย่างไร  
มีกำหนดว่า  ผู้หญิงแม้เกิดในวันนั้น  หรือผู้หญิงตั้งแต่แรกเกิด
๒.  คำว่า  “มาตุคาม  คือหญิง”  ในสังฆาทิเสส  สิกขาบทที่  ๒  และ  ๓  ต่างกันอย่างไร  ?
ต่างกันอย่างนี้  มาตุคาม  แห่งสิกขาบทที่  ๒  ได้แก่หญิงมนุษย์  โดยที่สุดเกิดในวันนั้น,  แห่งสิกขาบทที่  ๓  ได้แก่หญิงมนุษย์  เฉพาะรู้เดียงสา  พอเข้าใจคำหยาบคายหรือไม่  ฯ
๓.  ภิกษุมีความกำหนัด  จับต้องกายหญิง  ต้องอาบัติอะไร  ถ้าถูกต้องด้วยเผลอตัวเช่นในคราวรับบาตร  จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่  ?
ต้องสังฆาทิเสส,  กรณีหลังไม่ต้องอาบัติ  ฯ
๔.  ภิกษุมีความกำหนัด  จับต้องกายหญิง  จับต้องการบัณเฑาะก์  จับต้องการบุรุษ  และจับต้องสัตว์ดิรัจฉาน  เป็นอาบัติอะไร  ?
ภิกษุมีความกำหนัด  จับต้องกายหญิง  เป็นอาบัติสังฆาทิเสส  จับต้องการบัณเฑาะก์  เป็นอาบัติถุลลัจจัย  จับต้องการบุรุษ  เป็นอาบัติทุกกฏ  และจับต้องสัตว์ดิรัจฉาน  เป็นอาบัติทุกกฏ  ฯ
๕.  ภิกษุมีความกำหนัด  จับต้องกายอนุปสัมบัน  ต้องอาบัติอะไร ?
ถ้าอนุปสัมบันเป็นหญิง  ต้องอาบัติสังฆาทิเสส,  
ถ้าอนุปสัมบันเป็นบัณเฑาะก์  ต้องอาบัติถุลลัจจัย,  
ถ้าอนุปสัมบันเป็นชาย  ต้องอาบัติทุกกฏ  ฯ
๖.  คำว่า   มาตุคาม ( หญิง ) ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๒,๓,๔  ต่างกันอย่างไร?
ข้อ ๒ หญิงมนุษย์โดยที่สุดเกิดในวันนั้น 
ส่วนข้อ ๓ - ๔ หมายถึงหญิงที่รู้เดียงสา  (เข้าใจคำพูด)
๗.  ภิกษุมีความกำหนัด  จับต้องการอนุปสัมบัน  ต้องอาบติอะไร  ?
ถ้าอนุปสัมบันเป็นหญิง  จับต้อง  เป็นอาบัติสังฆาทิเสส  เป็นกะเทย  จับต้อง  เป็นอาบัติถุลลัจจัย  เป็นบุรุษ เป็นอาบัติทุกกฏ 
๘.  ภิกษุว่ายากสอนยาก  ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  ต้องอาบัติอะไร  ?
ภิกษุนั้น  อันภิกษุทั้งหลาย  พึงสวดสมนุภาส  (คำประกาศห้ามด้วยอาณัติของสงฆ์  ด้วยญัตติจตุตถกรรม)  กว่าจะครบ  ๓  จบ  เพื่อให้สละกรรมนั้นเสีย  หากเธอถูกสวดสมนุภาสกว่าจะครบ  ๓  จบ  สละกรรมนั้นเสีย  สละได้อย่างนี้เป็นการดี  หากเธอไม่สละเสีย  เป็นสังฆาทิเสส
๙.  ปัจจุบันมีภิกษุดื้อ  ว่ายากสอนยากกว่าแต่ก่อน  ภิกษุผู้มีลักษณะดังกล่าวนี้  มีโทษทางพระวินัยหรือไม่  อย่างไร  ?
มี  ดังในสิกขาบทที่  ๑๒  แห่งสังฆาทิเสส  ความว่า  ภิกษุว่ายากสอนยาก  ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดให้ละข้อประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละ  ต้องสังฆาทิเสส  ฯ
๑๐.  ภิกษุเป็นผู้ว่ายากสอนยาก  ภิกษุห้ามไม่ฟัง  ยังดื้อด้านอยู่อย่างนั้น  เธอจะต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพราะสิกขาบทไหน  ?
ไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสเพราะสิกขาบทไหน  เพราะสงฆ์ยังไม่ได้สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น  ฯ
๑๑.  การสมรู้ร่วมคิดกับคนผิด  มีโทษตามกฎหมายฝ่ายอาณาจักร  อยากทราบว่าในฝ่ายพุทธจักร  พระองค์ไดทรงห้ามไว้ในสิกขาบทไหนบ้าง  จงอ้างหลัก ?
ทรงห้ามไว้ในสังฆาทิเสส  สิกขาบทที่  ๑๑  คือ  ไม่ให้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์  และในสัปปาณวรรค  สิกขาบทที่  ๖ – ๙ – ๑๐  ห้ามมิให้ชักชวนพ่อค้าผู้ซ่อนภาษีเดินทางร่วมกัน  และห้ามไม่ให้คบภิกษุสามเณร  ผู้กล่าวคัดค้านพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า  ฯ
๑๒. อาการเช่นไร   ชื่อว่าเป็นภิกษุ  ว่ายากสอนยาก   ?
  อาการที่เรียกว่า   เป็นผู้ว่ายากสอนยาก  คือ  หมายถึงการว่ายากสอนยาก  ในสิกขาบททั้ง หลาย  คือ  ภิกษุผู้ให้เห็นโทษแห่งความประพฤติผิดในสิกขาบทต่าง ๆ  แม้จะมีภิกษุอื่นว่า
กล่าวตักเตือนก็ไม่เชื่อฟัง  กลับตัดพ้อต่อว่าติเตือน  ฯ


๑๓. ท่านให้ปฏิบัติเช่นไร  แก่ภิกษุว่ายากสอนยาก    ?
  ภิกษุว่ายากสอนยากเช่นนี้  มีพระพุทธานุญาติให้ลงโทษ  ชั้นแรกสังฆาทิเลส  และให้อยู่กรรมเพื่อออกจากอาบัติต่อไป  ฯ
๑๔.  คำว่า  “อาบัติไม่มีมูล”  นั้น  จะกำหนดรู้ได้อย่างไร  ภิกษุโกรธเคืองโจทย์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติ       ไม่มีมูล  ต้องอาบัติอะไร  ?
กำหนดรู้ด้วยอาการ  ๓  อย่าง  คือ ไม่ได้เห็น  ๑  ไม่ได้ยิน  ๑  ไม่ได้รังเกียจ  ๑,  
  โจทย์ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล  ต้องสังฆาทิเสส  
โจทย์ด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล  ต้องปาจิตตีย์  
โจทย์ด้วยอาจารวิบัติต่ำกว่าสังฆาทิเสส  ควรปรับอาบัติปาจิตตีย์  เพราะมุสาวาท  ฯ
๑๕.  ภิกษุโจทย์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก  จะต้องอาบัติอะไรหรือไม่  ?
ถ้าภิกษุโกรธเคือง  แกล้งโจทย์ด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูลต้องสังฆาทิเสส  ถ้าอธิกรณ์นั้นมีมูล  ภิกษุผู้โจทย์ไม่โกรธเคือง  โจทย์ด้วยเห็นแก่พระศาสนา  ไม่ต้องอาบัติ  ฯ
๑๖.  ภิกษุโกรธเคือง  โจทย์ภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล  คำว่าโจทย์  และ  ไม่มีมูลนั้น  คืออย่างไร  ?
คำว่าโจทย์คือฟ้องร้องกล่าวหาด้วยวาจา  หรือยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่  ด้วยเล่าถึงเรื่องที่ทำ  ด้วยระบุอาบัติ  ด้วยการห้ามสังวาส  หรือด้วยห้ามสามีจิกรรมฯ  ส่วนคำว่าไม่มีมูลนั้น  คือการโจทย์ที่เว้นจากได้เห็น  ได้ฟัง  ไม่รังเกียจ  ฯ
๑๗.  โจทไม่มีมูล  กับ  หาเลศโจท  ต่างกันอย่างไร?
โจทไม่มีมูลนั้น  คือโจทด้วยเว้นจากได้เห็น หรือได้ยิน หรือได้รังเกียจ  ฯ 
๑๘.  หาเลศโจทนั้น คือเอาความผิดที่คนอื่นทำมาเป็นเลศ หรือเอาความผิดเล็กน้อยที่จำเลยทำมาเป็นเลศโจทให้แรงถึงปาราชิก
๑๙.  ภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน  สงฆ์แตกกันตามมุ่งหมายอย่างหนึ่ง  ไม่แตกกันตามความมุ่งหมายอย่างหนึ่ง  เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสอย่างเดียวหรือไม่  อย่างไร  ?
เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทั้ง  ๒  อย่าง  เพราะสงฆ์ยังมิได้สวดกรรม  ครั้นสงฆ์สวดกรรมจบ  ๓  ครั้งแล้ว  เธอยังประพฤติอยู่  อ่างหนึ่งสงฆ์จะแตกกันหรือไม่แตกกันก็ตาม  เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส  ฯ
๒๐.  ภิกษุโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติหนักไม่มี่มูลต้องอาบัติกี่สถาน  อะไรบ้าง?
๒  สถานคือโจทด้วยอาบัติปาราชิกต้องอาบัติสังฆาทิเสส,
โจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๒๑.  “ ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น  ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส” คือสิกขาบทที่เท่าไร ทรงบัญญัติเพื่อประสงค์ใด?
สิกขาบทที่  ๑๒ ป้องกันไม่ให้ภิกษุดื้อด้าน
๒๒.  ภิกษุโกรธ  โจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล  คำว่า  “โจท”  นั้น  คืออย่างไร ?
คำว่า  โจท  คือ  ฟ้องร้องกล่าวหา  ด้วยวาจา  หรือ  ยื่นหนังสือต่อเจ้าหน้าที่  ด้วยเล่าถึงเรื่องที่ทำด้วยระบุอาบัติ  ด้วยการห้ามสังวาส  หรือด้วยการห้ามสามีจิกรรม 
๒๓. การไม่เอื้อเฟื้อต่อการศึกษา นับว่าเป็นโทษมิใช่หรือภิกษุหัวดื้อก็ดี กล่าวคัดค้านพระธรรมวินัยก็ดี  จะต้องอาบัติบ้างหรือไม่ ?
เป็นโทษอย่างเดียว  ภิกษุหัวดื้อ  ถ้าภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรมเพื่อให้ละ  ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส  ถ้ากล่าวคัดค้านพระธรรมเทศนา  ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง  สงฆ์สวดกรรมประกาศข้อ ความจบต้องปาจิตตีย์  ฯ
๒๔. อาการเช่นไร   ชื่อว่าเป็นภิกษุ  ว่ายากสอนยาก   ?
อาการที่เรียกว่า   เป็นผู้ว่ายากสอนยาก  คือ  หมายถึงการว่ายากสอนยาก  ในสิกขาบททั้ง หลาย  คือ  ภิกษุผู้ให้เห็นโทษแห่งความประพฤติผิดในสิกขาบทต่าง ๆ  แม้จะมีภิกษุอื่นว่ากล่าวตักเตือนก็ไม่เชื่อฟัง  กลับตัดพ้อต่อว่าติเตือน  ฯ
๒๕. เพราะเหตุไร  จึงเรียกอย่างนั้น  ?
เพราะทำให้เขาเสียศรัทธาเลื่อมใส   อันเป็นมูลแห่งกุศลสมบัติ  ฯ
๒๖.  สงฆ์สวดอัพภานเพื่อระงับอาบัติ สังฆาทิเสสนั้นต้องใช้จำนวนเท่าไร  ?
๔  สิกขาบทข้างปลาย  ต้อง อาบัติต่อเมื่อสงฆ์าสวดประกาศห้ามครบ  ๓  ครั้งแรก  ยาวตติยกะ  จำนวน  ๒๐  รูป เรียกวีสติวรรค  ฯ
๒๗. อธิกรณ์ที่เป็นเลส  นั้น  อย่างไร ?
ตอบ   อธิกรณ์ที่เป็นเลส  คือ    ๑.  เป็นเรื่องของผู้อื่น,  ๒.เป็นเรื่องของจำเลยเอง  ฯ
๒๘.  ภิกษุพากเพียรเพื่อทำลายสงฆ์ให้แตกกัน  สงฆ์แตกกันตามมุ่งหมายอย่างหนึ่ง  ไม่แตกกันตามความมุ่งหมายอย่างหนึ่ง  เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสอย่างเดียว  หรืออย่างไร ?
  เธอยังไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส  ทั้ง  ๒  อย่าง  เพราะสงฆ์ยังมิได้สวดกรรม ครั้นสงฆ์สวดกรรมจบ  ๓  ครั้งแล้ว  เธอยังประพฤติอยู่  อย่างหนึ่งสงฆ์จะแตกกันหรือไม่ก็ตาม  เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส    ฯ
๒๙.  สามีภรรยาโกรธกัน  ต่างคนต่างอยู่  แต่หาได้หย่ากันไม่  ภิกษุชักโยงให้เขาดีกัน  อย่างนี้จะอาบัติสังฆาทิเสสหรือไม่  เพราะเหตุไร  ?
ไม่ต้อง  เพราะเขาเป็นสามีภรรยากันอยู่แล้ว  ไม่นับว่าเป็นการชักสื่อ  ฯ
๓๐.  สังฆาทิเสส  ๔  สิกขาบทข้างปลาย  มีกำหนดปรับอาบัติอย่างไร  
มีกำหนดปรับเป็นอาบัติสังฆาทิเสสเมื่อสงฆ์ได้สวดสมนุภาสครบ  ๓  จบ  แล้วเธอยังไม่สละกรรมนั้น  ถ้าสงฆ์ยังไม่ได้สวดสมนุภาสหรือสวดแล้วแต่ยังไม่ครบ  ๓  จบ  เธอยังไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓๑.  สังฆาทิเสส  ๑๓  สิกขาบท  กำหนดเวลาต้องอาบัติต่างกันอย่างไร  สงฆ์สวดอัพภานเพื่อระงับอาบัติสังฆาทิเสสนั้น  ต้องใช้จำนวนเท่าไร  ?
๙  สิกขาบทข้างต้น  ต้องอาบัติแต่แรกทำ  เรียกปฐมาปัตติกะ  ๔  สิกขาบทข้างปลาย  ต้องอาบัติเมื่อสงฆ์สวดประกาศห้ามครบ  ๓  ครั้ง  เรียกว่า  ยาวตติยกะ,  จำนวน  ๒๐  รูป  เรียกวีสติวรรค  ฯ
๓๒.  สังฆาทิเสส  ๑๓ สิกขาบท สิกขาบทไหนบ้าง  เรียกปฐมาปัตติกะ   เพราะเหตุไร?
สิกขาบทที่ ๑ – ๙  เพราะเป็นเหตุให้ต้องอาบัติตั้งแต่แรกทำ
๓๓.  ภิกษุรู้ตัวว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส  จึงแสดงอาบัตินั้นต่อภิกษุอีกรูปหนึ่งอย่างนี้  จะพ้นจากอาบัตินั้นได้หรือไม่ เพราะเหตุไร  ?
พ้นไม่ได้  เพราะอาบัติสังฆาทิเสสนั้น  ภิกษุจะต้องพ้นได้ด้วยการอยู่กรรมซึ่งเรียกว่า  วุฏฐานคามินี  ไม่ใช่ด้วยการแสดง  ซึ่งเรียกว่า  เทสนาคามินี  ฯ
๓๔.  สังฆาทิเสส ๑๓   มีกำหนดกาลให้ต้องอาบัติอย่างไร
9 สิกขาบทเป็นปฐมาปัตติกะ พอทำเสร็จต้องอาบัติทันที ฯ 
4 สิกขาบทข้างปลายให้ต้องอาบัติ(ยาวตติยกะ)ต้องอาบัติเมื่อสงฆ์สวดประกาศห้ามครบ ๓ จบ
๓๕.  ในคัมภีร์วิภังค์กำหนดองค์แห่งการชักสื่อไว้เท่าไร   บอกมาให้ครบ
รับคำของผู้วาน,บอกแก่อีกฝ่าย-หนึ่ง,กลับมาบอกผู้วาน
๓๖.  ภิกษุทำอย่างไร  เรียกว่าประทุษร้ายสกุลและต้องอาบัติอะไร?
ยอมตัวให้ชาวบ้านใช้ หรือให้ของแก่ชาวบ้านอยากได้ลาภสักการะมาก  โดยการประจบประแจง ฯ
เมื่อภิกษุทำอย่างนี้ สงฆ์ควรไล่เสียจากวัดเพื่อทรมานให้รู้สึกตัว  ครั้นภายหลังเธอติเตียนสงฆ์ต่างๆ ควรนำเธอเข้าสู่ที่ประชุมสงฆ์สวดกรรม 3ครั้ง ถ้าเธอไม่ละ สวดสมนุภาสจบครั้งที่ ๑ เป็นทุกกฏ, เมื่อจบครั้งที่ ๒ ยังไม่ละต้องถุลลัจจัย, จบครั้งที่ ๓ เป็นสังฆาทิเสส
๓๗.  จงอ้างสิกขาบทที่บัญญัติไว้ไม่ให้โหดร้าย  ไม่ให้หาความ  มาอย่างละ ๑  ข้อ และใจความของข้อนั้นๆ ?
ปาราชิกข้อ ๑ ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตายต้องปาราชิก,
ภิกษุโกรธเคืองแกล้วโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูลต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓๘.  สังฆาทิเสส ข้อไหนที่ล่วงละเมิดแล้วจัดเป็นคนเลวทรามอย่างที่สุด  เพราะเหตุไร?
ข้อ ๑๐  เพราะอาศัยหมู่คณะแล้วยังทำลายหมู่ เป็นอนันตริยกรรมด้วย
๓๙.  สังฆาทิเสสสิกขาบทข้อไหนที่ภิกษุต้องเพราะราคะ  สิกขาบทไหนต้องเพราะมีโทสะเป็นเค้ามูล?
สิกขาบทที่  ๑ - ๔ ต้องมีราคะเป็นมูล,
สิกขาบทที่  ๘  และ ๙  ต้องเพราะมีโทสะเป็นเค้ามูล
๔๐.  เพราะเหตุไร  สังฆาทิเสส  จึงเรียกว่า   ครุกาบัติ  ทุฏฐุลลาบัติ  วุฏฐานคามินี?
เพราะเป็นอาบัติหนักเรียกครุกาบัติ,
เพราะมีเรื่องหยาบคายมากเรียกทุฏฐุลลาบัติ,
เพราะภิกษุผู้ต้อง จะพ้นได้ด้วยอยู่กรรม เรียกวุฏฐานคามินี
๔๑.  สังฆาทิเสส ๑๓ สิกขาบท ที่ชื่อว่ายาวตติยกะ หมายความว่าอย่างไร? 
เพราะต้องอาบัติต่อเมื่อสงฆ์ประกาศห้ามครบ ๓  ครั้ง
๔๒. ภิกษุจับต้องกายมารดาในเวลาพยาบาลไข้ ด้วยจิตกตัญญู ถูกปรับทุกกฏ  ผิดหรือถูก เพราะเหตุไร 
ปรับถูกต้องแล้ว  เพราะกายมารดาเป็นวัตถุอนามาส  ภิกษุไม่ควรจับต้อง  แม้มารดาก็ไม่มีการยกเว้น  
๔๓.  คำว่า  มีวาจาที่เชื่อถือได้  มีลักษณะอย่างไร  ?  
ลักษณะวาจาที่เชื่อถือได้  คือ  เป็นวาจาที่ผู้พูดมีหลักฐานที่จะฟังเอาเป็นจริงได้  กล่าวคือผู้พูดนั้นได้เห็นภิกษุนั่งในที่ลับหูหรือที่ลับตากับหญิงด้วยตาของตนเองไม่ใช่ฟังมาอีกทอดหนึ่งแล้ว นำมาพูดว่าตนเห็นเอง  ฯ  
๔๔.  ให้บอกความหมายของคำต่อไปนี้  คำว่า  สองต่อสอง  ?  
  คำว่า  สองต่อสอง  หมายความว่า  เฉพาะสองคน  หรือฝ่ายละคน  ต่างคนต่างเป็นที่สองของกันและกัน  ฯ  


๔๕.  สังฆาทิเสส  ข้อไหนภิกษุล่วงละเมิดเข้าแล้ว  จัดเป็นคนเลวทรามที่สุด เพราะเหตุไร  ?
  สังฆาทิเสสสิกขาบทที่  ๑๐  ภิกษุล่วงเข้าแล้วเป็นคนเลวทรามอย่างที่สุด  เพราะอาศัยหมู่เขา แล้ว  ยังทำลายหมู่ทั้งเป็นอนันตริยกรรมอีกด้วย  ฯ
๔๖.   พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทใด  เพื่อป้องกันความไม่ประหยัดไม่รักษาของใช้  และ ความเสียมารยาท  ?
  เพื่อป้องกันความไม่ประหยัดไม่รักษาของใช้   เช่น  สิกขาบทที่  ๔  แห่งโกสิยวรรคในนิสสัคคียปาจิตตีย์มีใจความว่า  ภิกษุหล่อสันถัตใหม่ พึงใช้ได้  ๖  ถ้ายังไม่ถึง  ๖  ปี  หล่อใหม่ต้องนิสสัคคียปาจิตตีย์  ฯ เพื่อป้องกันความเสียมารยาท  เช่น  สิกขาบทที่  ๘  แห่งสหธรรมิกวรรค  ในปาจิตตีย์มีใจความว่า  เมื่อภิกษุ วิวาทกันอยู่ ภิกษุไปแอบฟังความเพื่อจะได้รู้ว่า  เขาว่าอะไรตนหรือพวกตนบ้าง  ต้องปาจิตตีย์  นอกจากนี้ยังมีสิกขาบทอื่นอีกเช่น  ในโภชนปฏิสังยุตในเสขะวัตรเป็นต้น ฯ
๔๗.  ภิกษุสร้างโรงเรียนใหญ่โตเกินประมาณ  และไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน  จะควรปรับอาบัติตามสิกขาบทที่  ๖  หรือที่  ๗  แห่งสังฆาทิเสสได้หรือไม่  เพราะเหตุไร  ?
ไม่ควรปรับเธอด้วยสิกขาบทไหน  เพราะโรงเรียนเป็นสาธารณะ  ไม่ใช่ที่ของตน
๔๘. ภิกษุสร้างโรงเรียนใหญ่โตเกินประมาณ และไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ควรปรับอาบัติตามสิกขาบทที่ ๖ หรือ ๗  แห่งสังฆาทิเสสได้หรือไม่เพราะเหตุใด ?
ไม่ควรปรับอาบัติเธอด้วยสิกขาบทไหน เพราะโรงเรียนเป็นสาธารณะไม่ใช่ที่อยู่ของตน

อนิยต  ๒
๔๙.  สิกขาบทเช่นไร   เรียกว่าอนิยตสิกขาบท 
สิกขาบทที่กำหนดอาบัติไว้ไม่แน่นอน 
๕๐. อนิยต  หมายถึงอะไร  ?
  อนิยต  หมายถึง  ความละเมิดพระบัญญัติที่ไม่แน่นอนสามารถปรับอาบัติได้ถึง  ๓  อย่างคือปาราชิก , สังฆาทิเสส  และ  ปาจิตตีย์  อย่างใดอย่างหนึ่ง  
๕๑.  อนิยต ๒ มีไว้ทำไม   เพราะไม่มีอาบัติแผนกหนึ่ง
เพื่อเป็นคู่มือของพระวินัยธร     สำหรับยกขึ้นวินิจฉัยอนุวาทาธิกรณ์ อันไม่แน่นอนซึ่งเกี่ยวกับผู้หญิง
๕๒.  อนิยตสิกขาบทที่  ๑  ห้ามภิกษุทำอะไร 
ห้ามนั่งในที่ลับตาคืออาสนะกำบังกับมาตุคามผู้เดียว
๕๓. อนิยต  ให้เป็นหลักในการกระทำอะไรได้บ้าง  ?
อนิยต  ให้เป็นหลักในการพิจารณาระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น  ดังนี้
  ๑.  ถ้ามีผู้กล่าวหา  และข้อความที่กล่าวหานั้นถ้าเป็นจริงมีโทษโดยฐานละเมิดพระบัญญัติ อันให้ต้องอาบัตินั้น  ๆ  ควรพิจารณา,  
๒.  แต่ถ้าไม่ถึงเป็นอาบัติ  ไม่ควรพิจารณา,
  ๓.  อธิกรณ์ที่พิจารณานั้น  ถ้าไม่มีผู้อื่นเป็นพยาน   เป็นการตัวต่อตัวควรฟัง  เอาปฏิญญาของภิกษุ,  
๔.  ถ้ามีพยานอื่นเป็นหลักฐาน  โดยพิจารณาถือว่าฟังได้แม้จำเลยปฏิเสธก็ให้ปรับอาบัติ  ฯ


๕๔.  ความแปลกของอนิยตทั้ง  ๒ สิกขาบท  เป็นอย่างไรบ้าง
สิกขาบทแรกกล่าวถึงที่กำบังซึ่งเรียกว่าที่ลับตา มีปรับอาบัติถึงปาราชิก  สิกขาบทหลัง กล่าวถึงที่แจ้งแต่ห่าง พูดฟังไม่ได้ยิน ซึ่งเรียกว่าที่ลับหู  ปรับอาบัติสังฆาทิเสส เป็นอย่างสูง
๕๕.  ภิกษุนั่งในที่ลับตาที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง  ปรับอาบัติอะไรบ้าง  ที่ปรับอาบัติเช่นนั้น  ปรับตามใจชอบหรืออย่างไร  ?
ที่ลับตา  ปรับ  ๓  อย่าง  คือ  ปาราชิก  หรือสังฆาทิเสส  หรือปาจิตตีย์  
ที่ลับหู  ปรับอาบัติ  ๒ อย่าง  คือ  สังฆาทิเสส  หรือ  ปาจิตตีย์,  มิใช่ปรับตามใจชอบ  ภิกษุต้องละเมิดพระบัญญัติตามสิกขาบทนั้นด้วย  เช่น  ปาราชิก  เพราะเสพเมถุน,  สังฆาทิเสส  เพราะภิกษุมีความกำหนัดจับต้องกายหญิง  เป็นต้น  ปาจิตตีย์  เพราะนั่งอยู่ในห้องกับผู้หญิงไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน  หรือภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิง  ตามสิกขาบทที่    และที่  ๕  แห่งอเจลกวรรค
๕๖.  ที่เช่นไร เรียกที่ลับตาและที่ลับหู ทำให้ต้องอาบัติอะไรได้บ้าง ?
  ที่มีวัตถุกำลัง เห็นไม่ได้ พอจะเสพเมถุนได้ เรียกว่า ที่ลับตา   ฯ ที่ลับตาต้องอาบัติได้ ๓ อย่าง คือ ปาราชิก  สังฆาทิเสส  และปาจิตตีย์
ที่แจ้ง  แต่ห่างพอจะพูดเกี้ยวมาตุคามได้ เรียกว่าที่ลับหู ที่ลับหูต้องอาบัติได้ ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส  และปาจิตตีย์
๕๗.  ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสองในอนิยตสิกขาบท  ต้องอาบัติอะไรบ้าง  ทำไมจึงต้องปรับอย่างนั้น  ?
ต้องสังฆาทิเสส  และ  ปาจิตตีย์,  ที่ปรับอาบัติสังฆาทิเสสนั้น  เพราะภิกษุอาจละเมิดสิกขาบทที่  ๒,  ๓,  ๔  และ  ๕  ข้อใดข้อหนึ่ง,  
  ส่วนปาจิตตีย์นั้นปรับตามสิกขาบทที่  ๕  แห่งอเจลกวรรค  
๕๘.  ที่ลับหูในอนิยตสิกขาบทหมาถึงที่เช่นไร  ปรับอาบัติไว้เท่าไร  อะไรบ้าง  ทำไมจึงปรับอย่างนั้น  ?
หมายถึงที่แจ้งเห็นกันได้  แต่ไม่อาจได้ยินเสียงเขาพูดคุยกัน  ปรับอาบัติไว้   ๒  คือสังฆาทิเสสและปาจิตตีย์ฯ  การอยู่ในสถานที่เช่นนั้น  หาเป็นที่พอจะทำการอันเป็นเหตุต้องอาบัติสูงเกินกว่านั้นได้ไม่  แต่ก็พอจะพูดเกี้ยวมาตุคามเป็นต้นได้  จึงปรับอาบัติสังฆาทิเสสตามสิกขาบทที่  ๓  -   ๔  หรือ  ๕  ตามที่เธอรับหากเธอไม่รับ  เพราะมิได้ละเมิดสิกขาบทดังกล่าวนั้น  ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ตามสิกขาบทที่  ๕ แห่งอเจลกวรรค  ฯ
๕๙.  ภิกษุนั่งอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองกลางศาลาในที่แจ้งผิดพระวินัยหรือไม่  ?  ถ้าผิดมีสิกขาบทใด เป็นแบบปฏิบัติ  ?
  ถ้าสถานที่ดังกล่าวไกลเกินกว่าที่ผู้อื่นไม่ได้ยินคำพูดของภิกษุกับผู้หญิงนั้น  จัดเป็นที่ลับหูตามอนิยตสิกขาบทที่  ๒  ปรับอาบัติได้  ๒  อย่าง  คือ  สังฆาทิเสส  ๑  ปาจิตตีย์  ๑  ฯ
๖๐.  คำว่า  มีวาจาที่เชื่อถือได้  มีลักษณะอย่างไร  ?  
  ลักษณะวาจาที่เชื่อถือได้  คือ  เป็นวาจาที่ผู้พูดมีหลักฐานที่จะฟังเอาเป็นจริงได้  กล่าวคือผู้พูดนั้นได้เห็นภิกษุนั่งในที่ลับหูหรือที่ลับตากับหญิงด้วยตาของตนเองไม่ใช่ฟังมาอีกทอดหนึ่งแล้วนำมาพูดว่าตนเห็นเองฯ  
๖๑.  ให้บอกความหมายของคำต่อไปนี้  คำว่า  สองต่อสอง  ?  
  สองต่อสอง  หมายความว่า  เฉพาะสองคน  หรือฝ่ายละคน  ต่างคนต่างเป็นที่สองของกันและกัน  ฯ  

๖๒. ความแปลกของอนิยตทั้ง  ๒  สิกขาบทเป็นอย่างไรบ้าง  ?
  ความแปลกกันของอนิยตทั้งสองนั้นสิกขาบทแรกกล่าวถึงที่กำบัง  ซึ่งเรียกว่า  “ที่ลับตา”  อันอาจประพฤติล่วงละเมิดถึงปฐมปาราชิก  
  สิกขาบทหลัง  กล่าวถึงที่แจ้ง  แต่ห่างพูดฟังไม่ได้ยิน ซึ่งเรียกว่า  “ที่ลับหู”  อันอาจประพฤติล่วงละเมิดเพียงสังฆาทิเสสเป็นอย่างสูงฯ